ไปดูมาแล้ว : Beirut (เบรุตนรกแตก) | Virgin Star FM
NOW PLAYING
SONG
-
ARTIST
-
ARTICLES

ไปดูมาแล้ว : Beirut (เบรุตนรกแตก)

May 16, 2018 / ดู 207 ครั้ง

เศษซากจากความขัดแย้งในกรุงเบรุตประเทศเลบานอนในยุคต้น 80 อันเป็นผลมาจากสงครามกลางเมืองก็ไม่ต่างอะไรกับซีเรียที่เราเห็นในปัจจุบัน เลบานอนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งที่สะสมมาจากปัญหาศาสนาที่เรื้อรังมานานและความหวังที่จะได้พบเจอสันติภาพนั้นช่างเลือนลางเนื่องจากเลบานอนคือประเทศที่ประกอบไปด้วย มุสลิม ยิว และคริสต์ ในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันนัก นอกจากนี้ในแต่ละศาสนาก็ยังแบ่งแยกนิกายแตกแขนงไปอีก จึงเป็นไปได้ยากยิ่งที่เลบานอนจะเจอกับหนทางแห่งความสงบในเร็ววัน
 
Beirut ได้หยิบเอาเหตุการณ์สำคัญในช่วงรอยต่อของสงครามกลางเมืองครั้งที่รุนแรงครั้งหนึ่งในประวิติศาสตร์ของเลบานอน โดยโฟกัสไปที่ชีวิตของ เมสัน ไกลส์ ( จอน แฮมม์ ) นักการทูตสหรัฐประจำกรุงเบรุตผู้เก่งกาจด้านเจรจาต่อรอง วันหนึ่ง คาล เพื่อนสนิทของเขาเข้ามาบอกว่า คาริม เด็กชายชาวปาเลสไตน์ที่เขารับเลี้ยงนั้นคือน้องชายของหัวหน้าก่อการร้ายคนสำคัญที่ซีไอเอต้องการตัว แต่ยังไม่ทันที่อะไรๆจะคลี่คลายก็เกิดเหตุยิงกราดทำให้ภรรยาของเมสันเสียชีวิตและคาริมก็หายตัวไป
 
10 ปีต่อมา เมสันที่หันหลังให้กับงานนักการทูตเพื่อลืมอดีตอันเจ็บปวด ก็ต้องกลับมายังเบรุตอีกครั้งเพื่อร่วมมือกับซีไอเอในการช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกกลุ่มโจรจับตัวไป ตัวประกันคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือคาลเพื่อนสนิท เมสันได้กลายเป็นตัวเลือกเดียวที่ซีไอเอต้องการให้มาปฏิบัติภารกิจนี้ เพราะหัวหน้ากลุ่มโจรที่จับตัวคาลไปก็คือ คาริม เด็กชายที่เขารับเลี้ยงเมื่อ 10 ปีก่อนนั่นเอง แต่ภารกิจของเมสันก็ต้องดำเนินไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยตลอดเวลา เพราะเขาก็ไม่รู้ว่ากำลังทำงานให้ใครกันแน่?!
 
Beirut มีการดำเนินเรื่องในสไตล์เดียวกับ Argo หนังออสการ์ปี 2012 มันมีโทนย้อนยุคในบรรยากาศดราม่าการเมืองที่มีฉากหลังเป็นประเทศในตะวันออกกลางและเน้นความลุ้นระทึกด้วยบทสนทนาอันเฉียบคม ความพิเศษของ Beirut อย่างแรกคือ บทภาพยนตร์ที่มีการเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในเลบานอนที่ โทนี่ กิลรอย ผู้เขียนบท ได้ศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดและนำมาถ่ายทอดผ่านบทสนทนาที่ลื่นไหลน่าติดตาม ผู้ชมไม่ได้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้ต้องรับรู้ประวัติศาสตร์เพื่อให้สนุกไปกับหนัง แต่มันถูกสอดแทรกเข้ามาในบทสนทนาและสถานการณ์ที่ลุ้นตลอดทั้งเรื่องอย่างแนบเนียน ประการที่สอง ความโดดเด่นด้านสไตล์ภาพของหนังที่ให้อารมณ์ย้อนยุคเก่าๆเหมือนพาผู้ชมไปสัมผัสกับบรรยากาศในยุคนั้นจริงๆ และอย่างที่สาม นักแสดงนำอย่าง จอน แฮมม์ ในบทเมสัน ผู้ชายที่มีอดีตอันเจ็บปวดแต่ต้องกลับมาสะสางภารกิจอย่างปฏิเสธไม่ได้นั้น เขาถ่ายทอดบทนี้ได้น่าเชื่อถือ การแสดงของเขาทำให้ผู้ชมเข้าใจและเห็นใจตัวละครที่ต้องทำงานภายใต้สถานการณ์กดดันและถูกใช้เป็นเครื่องมือของความขัดแย้งที่สั่งสมมานาน
 
โรซามุนด์ ไพค์ นักแสดงหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เฉิดฉายไปกับบรรดาตัวละครผู้ชายได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ไพค์รับบทเป็นซีไอเอหญิงที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมสันในภารกิจแลกตัวประกัน แม้บทของเธอจะไม่ได้ล้ำลึกมากมาย แต่ถือเป็นสีสันที่ช่วยให้หนังดูผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดที่เป็นผู้ชายนั้นทุกคนต่างน่าเชื่อถือทั้งในส่วนที่เป็นฝั่งทางการสหรัฐและฝ่ายกลุ่มผู้เรียกร้องจากฝั่งตะวันออกกลาง
 
หนังมีความกระชับน่าติดตามแม้ว่าส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บทสนทนา แต่เมื่อบวกกับเทคนิคการเล่าเรื่องและสไตล์ด้านภาพที่โดดเด่น ถือว่ามีความลุ้นระทึกในแบบหนังยุคเก่าที่หาไม่ได้ง่ายๆในหนังยุคนี้ และมันก็ทำให้เห็นภาพชัดเจนอีกครั้งว่า ความขัดแย้งทางศาสนาไม่เคยส่งผลดีต่อชีวิตและประเทศชาติ และการเข้ามายุ่มย่ามของสหรัฐต่อปัญหาภายในของประเทศอื่นก็มักจะมีเจตนาแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเสมอ
 
- เขียนโดย คุณนครินทร์ เพจไปดูมาแล้ว