NOW PLAYING
SONG
-
ARTIST
-
ARTICLES

ไปดูมาแล้ว : Star Wars : The Last Jedi

Dec 22, 2017 / ดู 207 ครั้ง

ตั้งแต่ตำนาน Star Wars ถือกำเนิดขึ้นในยุคปลาย 70 มันได้สร้างปรากฏการณ์และสถิติอันน่าทึ่งให้กับแฟรนไชส์หนังชุดนี้มาอย่างยาวนานและเกิดเป็นสาวกสตาร์วอร์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในปัจจุบันแม้ว่าทีมผู้สร้างและผู้กำกับจะเปลี่ยนมาเป็นนักสร้างหนังรุ่นใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของหนังชุดนี้ก็คือ เรื่องราวที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการปะทะกันระหว่างธรรมะและอธรรม ( และดนตรีประกอบของจอห์น วิลเลี่ยมส์ !) และแน่นอนว่าในระหว่างที่ตำนานสตาร์วอร์เดินทางผ่านห้วงเวลามาหลายทศวรรษ หนังแฟรนไชส์สายเลือดใหม่โดยเฉพาะบรรดาหนังไซไฟทั้งหลายล้วนแต่อาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากหนังชุดสตาร์วอร์กันมาทั้งสิ้น ดังนั้นโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับสตาร์วอร์ในสหัสวรรษนี้ก็คือการที่มันจะต้องก้าวผ่านความซ้ำซากจำเจจากเรื่องราวเดิมๆที่ย่ำอยู่กับที่ให้กลายเป็นภาคต่อที่เดินหน้าได้ด้วยเรื่องเล่าที่สดใหม่และในขณะเดียวก็ต้องไม่ทำให้สาวกรุ่นเก่าที่ติดตามสตาร์วอร์มาตั้งแต่พวกเขายังเด็กๆต้องผิดหวังด้วย เราจึงเห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของ เจเจ อับรามส์ กับการฟื้นชีวิตตำนานสงครามอวกาศอันทรงคุณค่านี้ใหม่ในตอน The Force Awakens เมื่อสองปีที่แล้วให้กลับมาเป็นหนังขวัญใจของผู้ชม ( ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ) ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง มาปีนี้มันจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เรื่องเล่าที่ใครๆต่างก็อยากรู้ว่า การปิดตำนานเจไดของตัวละครคลาสสิคอย่าง ลุค สกายวอล์คเกอร์ นั้นจะมีบทสรุปเช่นไร และ The Last Jedi จะเชื่อมโยงตัวละครใหม่ๆไปสู่การเริ่มต้นในภาคต่อไปในทิศทางไหน ซึ่งผู้กำกับที่รับผิดชอบในภาคนี้อย่าง ไรอัน จอห์นสัน ก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง งานกำกับที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและทำให้ The Last Jedi เดินหน้าสู่ความบันเทิงสุดๆตลอด2ชั่วโมงครึ่งนั้นทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามองในทันที และภาคนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าจดจำพอๆกับ The Force Awakens ของอับรามส์เลยทีเดียว
 
Star Wars : The last Jedi เดินหน้าต่อด้วยเรื่องราวของเรย์ ( เดซี่ ริดลี่ย์ ) กับลุคสกายวอล์คเกอร์ ( มาร์ค ฮามิล ) ที่หลักๆก็จะเกี่ยวกับการโน้มน้าวให้ลุคซึ่งเชื่อว่าเป็นเจไดคนสุดท้ายนั้นเข้าร่วมเดินทางไปเพื่อร่วมทีมกับฝ่ายกบฏในการต่อสู้กับฝ่ายปฐมภาคี ส่วนเรย์นั้นก็ถูกทดสอบด้วยพลังอันน่าอัศจรรย์ในตัวที่ถูกค้นพบและต้องต่อกรกับ ไคโล เร็น ( อดัม ไดรเวอร์ ) อดีตฝ่ายดีที่แปรพักต์ไปอยู่ฝ่ายปฐมภาคีและถูกอำนาจมืดครอบงำ โดยทั้งหมดนี้ก็ถูกเล่าไปพร้อมๆกับตัวละครในอีกหลายๆส่วนไม่ว่าจะเป็น ฟินน์อดีตสตอร์มทรูปเปอร์ที่ร่วมต่อสู้กับเรย์, นายพลหญิงเลอา ( แคร์รี่ ฟิชเชอร์ กับบทบาทสุดท้ายในชีวิต ) , โพ ดาเมรอน และตัวละครอื่นๆอีกมากมายร้อยแปด ซึ่งหนังก็ไม่ได้ทิ้งให้ตัวละครเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ถูกกลืนไปกับเทคนิคอันตระการตาของงานด้านวิชวลแต่อย่างใด ตัวละครทุกตัวล้วนมีความสำคัญ ( ถึงแม้ว่าบางตัวละครอาจจะเกินจำเป็นไปบ้าง ) และผูกเรื่องร้อยเรียงกันไปภายใต้การตัดต่ออันเฉียบคมและสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์จัดเต็ม ทำให้หนังไม่มีช่วงน่าเบื่อเลยตลอด2ชั่วโมงครึ่งและมันก็สามารถเทียบเคียงกับความสนุกที่เราเคยได้รับมาจาก The Force Awakens ได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยงได้ 
 
บทภาพยนตร์ของ The Last Jedi ได้พัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครเรย์และไคโลเร็นในมิติที่น่าสนใจมากขึ้นหากแต่ยังคลุมเครือว่าในท้ายที่สุดแล้วทั้งสองจะลงเอยและจะมีทิศทางของชีวิตต่อไปอย่างไร ( ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ถูกเฉลยทั้งหมดในเร็วๆนี้แน่ ) ส่วนบทของเจไดลุคสกายวอล์คเกอร์นั้นหนังได้ส่งต่อเรื่องราวของเขาเสมือนเป็นตัวเชื่อมเพื่อพาผู้ชมไปพบกับเรื่องราวใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้อย่างสนใจทีเดียว และต่อจากนี้ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าบทสำคัญของนายพลเลอานั้น ทีมเขียนบทจะสานต่อตัวละครนี้อย่างไรหลังจากที่แคร์รี่ ฟิชเชอร์ได้จากไปยังอย่างกะทันหัน
 
ผลลัพธ์โดยรวมของ Star Wars : The Last Jedi นั้นยังคงอัดแน่นไปด้วยความบันเทิงเหมือนเคย หนังจัดเต็มฉากแอ็คชั่นและแง่มุมดราม่าที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อส่งต่อในภาคถัดไปและถ่ายทอดประเด็นของพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาในมิติที่แตกต่างกันของตัวละครสำคัญอย่างเรย์และไคโลเร็นไว้ได้อย่างน่าติดตาม 
 
และเจเจ อับรามส์ จะกลับมาพบกับผู้ชมแน่นอนใน Episode IX ในปี 2019 !!
 
- เขียนโดย คุณนครินทร์ เพจไปดูมาแล้ว